ยินดีต้อนรับทุกท่านที่เข้ามาแวะเยี่ยมชม
Home บทความวิชาการ งานคือชีวิต ความก้าวหน้า ปริญญาเอกพระนคร/การอาชีวศึกษา ประวัติส่วนตัว
Menu













การเขียนบทความ..ยากจริงหรือ ตอน...ลงมือเขียน


การเขียนบทความ..ยากจริงหรือ
ตอน..ลงมือเขียน
โดย..ว่าที่ร.ต.สมโชค เฉตระการ*
วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด

บทนำ
ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่อง “การเขียนบทความยากจริงหรือ ตอน…จุดประกาย” ลงในวารสารข่าวครูร้อยเอ็ดฉบับที่แล้ว และตอนนี้เป็นตอนสุดท้าย ท่านผู้อ่านที่เป็นทั้งผู้บริหารและครูอาจารย์ ที่อ่านเนื้อหาผ่านไปบ้างแล้ว นึกอยากจะเขียนหนังสือหรือยังครับ เรื่องราวอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ชวนติดตามอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นเรื่องในห้องเรียนที่ครูอาจารย์อบรมสั่งสอนศิษย์เป็นประจำเรื่อยมา เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า วันดีคืนดีมีความคิดใหม่ ๆ ในรูปแบบการสอนที่คิดได้ เกี่ยวกับการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อยากจะบอกเพื่อน ๆ ร่วมอาชีพเดียวกันแต่ไม่รู้ว่าจะเขียนหนังสืออย่างไร ผู้เขียนคิดว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับท่าน ลองขยับปากกาเขียนเนื้อหาที่อยากจะบอกเพื่อนครู ไม่แน่นะครับ เขียนไปเขียนมาอาจจะติดใจ จนถึงกับถึงจะบอกให้หยุดก็ไม่หยุด อะไรทำนองนั้น

ผู้เขียนไม่ใช่นักเขียนที่เก่ง แม้ว่าจะเขียนมานานมีผลงานด้านการเขียนบทความมากมาย ก็ใช่ว่าจะรอบรู้อะไร เมื่อใดอยากจะบอกเพื่อนครูในเรื่องของหลักการเขียนหนังสือ หรือการเขียนบทความ ผู้เขียนก็คงจะต้องอิงหลักการจากตำราของผู้รู้หรือของนักเขียนจริง ๆ ผสมกับประสบการณ์ในการทำงาน อาศัยที่ว่าผู้เขียนเป็นผู้ที่ศึกษาค้นคว้าตำราอยู่เสมอ อ่านหนังสือแทบจะทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องธรรมะ เพราะบางครั้ง เกิดจิตใจไม่สบาย ว้าวุ่นในกาย สิ่งที่จะทำให้ผ่อนคลายลงได้บ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องของธรรมะ ผู้เขียนยอมรับว่าสิ่งดังกล่าวช่วยได้มาก นอกจากนั้นการอ่านจะทำให้ผู้เขียนได้ความรู้และแง่คิดอะไร ๆ มากมาย และที่สำคัญคือ สามารถใช้อ้างอิงในบทความที่เราเขียนได้เป็นอย่างดี

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียน
ผู้เขียนหนังสือโดยทั่วไป จะต้องศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับความพร้อมหรือความรู้พื้นฐานว่า ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการการเขียนหนังสือ จะต้องเตรียมใจในเรื่องใดบ้าง โดยประสบการณ์ส่วนตัวผู้เขียนมีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1. ความมั่นใจในตนเอง ผู้เขียนเคยเตรียมใจอยู่หลายครั้งว่า การเขียนหนังสือให้ผู้อื่นอ่านนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก หวาดกลัวไปสารพัด กลัวว่าจะถูกตำหนิจากผู้อ่าน คำพูดอาจจะเชย ๆ การร้อยเรียงคำพูดที่เป็นประโยคแต่ละประโยคอาจจะทำให้ผู้อ่านขาดความสนใจ อะไรๆ หลายๆ อย่าง ทำให้ขาดความมั่นใจในการทำงาน ถ้าคิดอย่างนี้และเลิกทำ ผลที่ตามมาก็คือ ความคิดหยุดทันทีไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าใจอยากจะเขียน แต่เมื่อสมองไม่สั่งงานต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดโดยทันที ผู้เขียนมีความเชื่อว่า ทุกคนมีความสามารถในการเขียน เพียงขอให้มีความมั่นใจว่า เราต้องทำได้ การแก้ปัญหาข้อนี้ไม่ยากเลย เพียงแต่เราเขียนเสร็จก็นำไปให้ท่านผู้รู้ เช่น อาจารย์ที่สอนภาษาไทยได้อ่านหรือแจกให้เพื่อลองอ่านดู ท่านเหล่านี้จะช่วยเราได้มาก การเขียนหนังสือ ถ้าเขียนแล้วเนื้อหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อ่านแล้วรื่นไหลไม่สะดุด การเว้นวรรคของแต่ละประโยค การขึ้นบรรทัดใหม่ หลังจากที่ท่านผู้รู้ได้ตั้งข้อสังเกต จะเป็นเรื่องใดก็ตามเราจะต้องปรับบทบาทในการเขียนโดยทันที จากผู้รอบรู้ทั้งหลาย ทำอย่างนี้ซักสองหรือสามครั้ง ท่านจะมีความมั่นใจในตนเองและเขียนได้อย่างสะดวกในครั้งต่อไปอย่างแน่นอน

2. มีความศรัทธาและยอมรับคำแนะนำจากผู้อ่าน เราจะต้องไม่ยึดมั่นว่า งานเขียนของเราดีและวิเศษที่สุด ควรจะเปิดใจให้กว้าง ในการรับฟังความคิดเห็นของผู้รู้และผู้อ่าน โดยเฉพาะทีมงานบรรณาธิการของหนังสือใด ๆ เมื่อท่านอ่านแล้ว อาจจะมีบางคำบางประโยคที่ขัดต่อหลักการ จรรยาบรรณหรือความไม่เหมาะสมในด้านภาษา เป็นภาษาวิบัติหรือภาษาส่งไปในทางสอนแง่สองง้าม หรือเป็นคำพูดที่ทำให้คนอื่นเสียหาย กองบรรณาธิการจะใช้ดุลยพินิจในการตัดคำหรือประโยคออกบ้างเพื่อความถูกต้องในด้านการใช้ภาษา ผู้เขียนต้องเปิดใจยอมรับฟังคำติหรือคำแนะนำดังกล่าวด้วยความศรัทธาและขอบคุณ

3. ลักษณะนิสัยในการเขียน ผู้เขียนหนังสือที่ดี จะต้องปรับสภาพของตนเองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านบุคลิก ด้านจิตใจ การปรับเวลาที่เคยปฏิบัติเป็นประจำ ผู้เขียนต้องรู้จักลักษณะนิสัยในการเขียนของตนเอง เมื่อรู้แล้วก็ควรยึดเป็นหลักในการเขียน “ทุกคนมีเสรีภาพในการเขียนแต่ต้องอยู่ในขอบเขตและต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่น”1 ถือเป็นจรรยาบรรณของคนเขียนหนังสือ การเขียนเพื่อทำลายคนอื่น เขียนเพื่อความสะใจ หรือเขียนเพื่อว่าได้เขียนควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด การเขียนในลักษณะดังกล่าวอาจจะถูกตำหนิจากผู้อ่านด้วยซ้ำไป

4. การสร้างแนวการเขียน แนวทางการเขียนคือ การสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นจากความคิด อารมณ์ ความรู้สึกและยุทธวิธีในการเขียน ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ สติปัญญา นิสัยและรสนิยม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและแนวทางที่จะฝึกฝนเพื่อให้สามารถสร้างแนวเขียนเป็นของตนเองได้

แนวทางการเขียนแบ่งได้ 3 ประเภท
1. “การเขียนแบบธรรมดาหรือแบบเรียบง่าย
2. การเขียนแบบกึ่งทางการ
3. การเขียนแบบทางการ”2

1. แนวการเขียนแบบธรรมดาหรือแบบเรียบง่าย เป็นการเขียนโดยการใช้คำชนิดธรรมดา ซึ่งเป็นการสื่อความหมายที่ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่มีคำศัพท์เฉพาะไม่มีการตีความ

2. แนวการเขียนแบบกึ่งทางการ ระดับของการเขียนน่าจะยากขึ้นอีก คำบางคำหรือหลายคำต้องมีการให้ความหมาย มีการเขียนอ้างอิงเพื่อให้เป็นวิชาการและเป็นที่น่าเชื่อถือของผู้อ่าน ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการอ้างอิงได้

3. แนวการเขียนแบบทางการ เป็นระดับการเขียนที่สลับซับซ้อนกว่าสองลักษณะที่กล่าว คำและเนื้อหามีการขยายความ เพื่อให้การเขียนนั้นๆ สามารถที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ มีการอ้างอิงอย่างถูกลักษณะและวิธีการ การเขียน อ้างอิงหรือบรรณานุกรม การเขียนจะเป็นเชิงสาระที่ผู้เขียนมีความตั้งใจในการนำเป็นประเด็น มีการยกทฤษฎีขึ้นสนับสนุน เป็นรูปแบบการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นผลการวิจัยหรือการประยุกต์เชิงการปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ แนวการเขียนแต่ละแบบ จะขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้เขียนว่า จะสื่อสารให้กับผู้อ่านในเรื่องใด เมื่อทราบแนวทางพอเป็นสังเขป ผู้เขียนก็สามารถเขียนตามแนวที่ต้องการได้

การเขียนเรียงความประเภทต่าง ๆ
รูปแบบของการเขียนความเรียง มีหลายรูปแบบ เช่น การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ การย่อความ การถอดคำประพันธ์ การจดบันทึกข้อความ การเขียนคำกล่าวในโอกาสต่างๆ การเขียนโครงการและการเขียนในรูปแบบอื่นๆ ในที่นี้ผู้เขียนจะนำเสนอในเรื่องของการเขียนบทความเพื่อท่านผู้อ่าน เมื่อศึกษาเนื้อหาโดยสังเขปแล้ว น่าจะมีแนวความคิดในการนำไปปฏิบัติในการเขียนหนังสือโดยเฉพาะการเขียนบทความได้

ความหมายของบทความ
“บทความ (article) เป็นรูปแบบการเขียนประเภทหนึ่ง ที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารข้อเท็จริงและความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้อ่าน เนื้อหานำเสนอจากข้อมูลจริงไม่ใช่เรื่องแต่งหรือคิดขึ้นจากจินตนาการ มีลักษณะเป็นข้อเขียนขนาดสั้นมีความยาวตั้งแต่ห้าร้อยคำจนถึงหลายพันคำ”1 “การเขียนบทความเป็นงานเขียนประเภทหนึ่ง ที่เติบโตและแพร่หลายมาพร้อมกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ที่เริ่มมีขึ้นประมาณสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรุ่งเรืองมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้แต่พระองค์เองก็ทรงพระราชนิพนธ์งานเขียนประเภทนี้ไว้ไม่น้อย ปัจจุบันเรามักจะพบเห็นหรือได้อ่านอยู่เสมอ ในหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์และนิตยสารต่างๆ มากมาย เราเรียกงานชนิดนี้ว่า บทความ”2
ประเภทของบทความ

“บทความตามเนื้อหาแบ่งได้2ประเภท คือ
1. บทความทางวิชาการและบทความกึ่งวิชาการ
2. บทความทั่วไป”3

บทความทางวิชาการ เป็นบทความที่เขียนเพื่อเผยแพร่ความรู้โดยตรง ผู้เขียนต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นอย่างละเอียด อาจจะเป็นแนวความคิดที่ได้จากการทดลองหรือจากการปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกลายเป็นทฤษฎีและมีผู้ยอมรับ นอกจากนั้นอาจจะเป็นการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารและตำรา สถิติต่าง ๆ มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อให้ผู้อ่านสามารถสืบค้นได้ต่อไป

บทความกึ่งราชการ จะเป็นการเขียนที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับบทความวิชาการ เขียนขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ แต่ความแตกต่างคือการใช้ภาษาในการเขียน บทความทางวิชาการต้องเป็นภาษาที่ไม่เป็นทางการก็ได้ เช่น ใช้ภาษาพูดผสมกับภาษาทางการ ซึ่งผู้อ่านสามารถอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายกว่าบทความทั่วไป เป็นบทความที่เขียนเพื่อให้ความรู้ความคิดและให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับผู้อ่านมากกว่าที่จะเป็นเนื้อหาทางวิชาการ

องค์ประกอบของการเขียนบทความ
1. ชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องผู้เขียนจะต้องตั้งชื่อให้มีความหมายและสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะเขียน การกำหนดชื่อเรื่องอาจจะตั้งอย่างตรงไปตรงมา เช่น เรื่องบำรุงบิดามารดา, การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน, เกียรติยศ ศักดิ์ศรีกับข้าราชการครูหรือเรื่องบริจาคโลหิตชุบชีวิตชาวโลก บางครั้งการตั้งชื่อเรื่องอาจจะตั้งในลักษณะเชิงคำถาม เพื่อให้ผู้อ่านชวนสงสัยน่าติดตาม เช่น เรื่องสนใจหอพักที่ลูกหลายอยู่เพียงใด, ข้าราชการเกษียณอายุหมดพลังจริงหรือหรือเรื่องทิ้งขยะข้างถนนใครเป็นผู้แก้

2. ส่วนเกริ่นนำ จะเป็นการนำให้ผู้อ่านเข้าสู่เรื่องหรือเนื้อหาที่กำหนด เช่นการเขียนคำนำ

3. ส่วนเนื้อเรื่อง ส่วนนี้คือ เนื้อหาทั้งหมดที่ผู้เขียนต้องการที่จะเสนอแนวความคิดทั้งหลายทั้งปวง เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านแล้วคล้อยตาม ซึ่งสามารถแบ่งส่วนย่อยได้คือ ส่วนเนื้อหาที่ปูพื้นฐานให้ทราบ ส่วนวิเคราะห์เนื้อหาและส่วนเสนอแนวความคิดหรือวิธีการแก้ไขต่างๆ

3. ส่วนสรุป เป็นส่วนสรุปเนื้อหาของผู้
เขียนที่ได้นำเสนอในส่วนของเนื้อเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความคิดในการคล้อยตามหรือชวนติดตาม


การเขียนบทความที่มีประสิทธิภาพ
“ผู้เขียนจะประสบผลสำเร็จในการเขียน จะต้องมีความสามารถในเรื่องต่อไปนี้ คือ
1. มีความรู้ในเรื่องที่ตนเขียน
2. มีวัตถุประสงค์ในการเขียน
3. เลือกรูปแบบของการเขียนให้เหมาะสมกับเนื้อหา
4. ใช้ถ้อยคำสำนวนเหมาะสมกับเนื้อหาและผู้รับสาร โดยคำนึงถึงเพศ วัย ความรู้และประสบการณ์
5. ใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจน เข้าใจง่าย
6. ใช้ภาษาที่สุภาพ
หลักการเขียนภาษาไทยที่ดี ควรประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
1. ใช้ถ้อยคำกระทัดรัด และสื่อความหมายได้ชัดเจน
2. เขียนตัวอักษรให้อ่านง่าย ขนาดพอเหมาะแก่หน้ากระดาษ
3. เขียนถูกต้องตามอักขรวิธีและภาษานิยม
4. แต่งประโยคได้ถูกต้องกระชับ รัดกุม
5. เว้นจังหวะวรรคตอนถูกต้อง
เหมาะแก่ระดับของผู้อ่านและรูปแบบการเขียน
มีการย่อหน้าเมื่อจะเริ่มเนื้อความตอนใหม่”1

สรุป
การเขียนหนังสือ เป็นศาสตร์และศิลป์ ที่ผู้ที่เป็นนักเขียนต้องศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาการเขียนอย่างไม่หยุดยั้ง จะทำให้การเขียนเพิ่มความสมบูรณ์และเพิ่มอรรถรสกับผู้อ่าน โดยเฉพาะนักเขียนมือใหม่ การหัดเขียนหรือการเข้าสู่วงการนักเขียน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นพื้นฐาน คือ การสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง ต้องมีความศรัทธาและยอมรับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ต้องมีนิสัยในการรักการอ่าน ต้องสร้างนิสัยในการเขียนให้กับตนเอง นอกจากนั้นยังต้องศึกษาวิธีการเขียนหนังสือในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการเขียนบทความซึ่งเป็นการสื่อสารแนวความคิดของตนเองให้กับกลุ่มเป้าหมายหรือผุ้อ่านได้ทราบเนื้อหาที่ผู้เขียนกำหนด

การเขียนหนังสือ ผู้เขียนต้องเขียนบ่อย ๆ เรื่องอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา แต่ถ้าจะสะท้อนแนวความคิดที่เป็นสิ่งสร้างสรรค์ ทั้งด้านวิชาการ สาระความรู้และความเพลิดเพลินต่าง ๆ ผู้เขียนคงจะต้องสอดแทรกสิ่งที่เป็นประโยชน์ แนวคิด คำคมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านมีความรู้และได้รับสาระอย่างเต็มอิ่ม… ลองหยิบปากกาและกระดาษมาวางไว้ด้านหน้าตนเองซิครับ เขียนอะไรก็ได้ที่ต้องการจะสื่อสารให้กับผู้อ่านได้ทราบ แล้วท่านจะรู้ว่าการเขียนบทความไม่ยากอย่างที่คิด…………………...


หนังสืออ้างอิง
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. เขียนบทความอย่างไร
ให้น่าอ่าน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ บริษัท
ซัคเซสมีเดียจำกัด, 2527.
จำเนียร พันทวี. เอกสารประกอบการเรียนภาษา
ไทยเพื่ออาชีพ 1. ร้อยเอ็ด : วิทยาลัยเทคนิค
ร้อยเอ็ด, มปป.
อัญชลี ทองเอม. การพัฒนาการเขียน.
กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนทางการศึกษา
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2540.

-----------
* อาจารย์ 3 ระดับ 8 วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ครูต้นแบบ ปี พ.ศ. 2544 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ นิสิตปริญญาเอก สาขาอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร
















































































By: ว่าที่ร.ต.สมโชค เฉตระการ

« back

 

       Contact Us  
Subject:  
From:  
Your Email:  
Detail:  
       
Other Articles
Home |  บทความวิชาการ |  งานคือชีวิต |  ความก้าวหน้า |  ปริญญาเอกพระนคร/การอาชีวศึกษา |  ประวัติส่วนตัว  
Copyright ©2000-2004. All Rights Reserved.